CPTPP and protection of policy space in public health : a case of alcohol and tobacco control

CPTPP and protection of policy space in public health : a case of alcohol and tobacco control

แผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ (ITH) จัดเสวนาวิชาการ 

หัวข้อ CPTPP and protection of policy space in public health : a case of alcohol and tobacco control

           วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ (ITH) จัดเสวนาวิชาการ โดยได้รับเกียรติจาก Professor Andrew Mitchell ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย บรรยายในหัวข้อ CPTPP and protection of policy space in public health: a case of alcohol and tobacco control  การเสวนาได้รับความสนใจอย่างมากจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวิจัยรวมทั้งสิ้นกว่า 30 ท่าน

           Professor Andrew Mitchell ผู้นำการเสวนาได้กล่าวถึงความตกลง CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans Pacific Partnership) ว่าเป็นความตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก เปรู นิวซีแลนด์ สิงคโปร์และเวียดนาม โดยความตกลงฯ ดังกล่าวครอบคลุมตลาดกว่า 11 แห่งทั่วโลก คิดเป็น13.5% Global GDP มีมูลค่าการค้าสูงกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

         ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขนั้น ผู้นำการเสวนาชี้ให้เห็นว่า ความตกลง CPTPP มีความเชื่อมโยงระหว่างข้อบทและจะมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางบวกและทางลบน โดยผลลัพธ์เชิงบวกที่สำคัญคือการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ด้านสุขภาพ เพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่ดีและราคาถูกลง เป็นต้น ในขณะที่ผลลัพธ์เชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเด็นสุขภาพนั้นคือการเพิ่มช่องทางการค้าสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น  เช่น  ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้การออกมาตรการปกป้องสุขภาพจะถูกจำกัดมากยิ่งขึ้นและรัฐมีความเสี่ยงต่อต่อการถูกเอกชนฟ้อง

สำหรับประเด็นสิทธิในการดำเนินนโยบาย (policy space) ในความตกลง CPTPP นั้น ผู้นำการเสวนา ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการมีมาตรการกำกับดูแลโดยรัฐ ว่าควรดำเนินการดังนี้

  1. ทบทวนรายละเอียดของข้อตกลงการค้าและการลงทุน
  2. เข้าร่วมและส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับภูมิภาคและระดับสากล
  3. คาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับประเด็นที่จะถูกร้องเรียนและดำเนินคดี เพื่อเตรียมข้อมูลในการชี้แจง
  4. ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ดี เมื่อมีการพัฒนามาตรการภายในประเทศ
  5. บริหารจัดการการลงทุนต่างประเทศในอนาคต

  ข้อยกเว้นเกี่ยวกับประเด็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งมีอยู่ในข้อบทความตกลง CPTPP นั้นแม้ทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนโดยใช้อนุญาโตตุลาการ (Investor-state Dispute Settlement : ISDS) อย่างไรก็ตามข้อยกเว้นดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมในหลายประเด็น เช่น ใบยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคติน การอนุญาตให้รัฐสามารถเรียกร้องต่อรัฐได้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบ นอกจากนี้ข้อยกเว้นดังกล่าวยังปฏิเสธการคุ้มครองข้อกังวลด้านกฎระเบียบอื่น ๆ เช่น อันตรายจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกด้วย

       ผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมทั้งยกกรณีการดำเนินงานด้านกฎหมายและนโยบายในการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาร่วมเรียนรู้และรับฟังความคิดเห็นจาก Professor Andrew Mitchell ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมอย่างมาก

       ทั้งนี้แผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ (ITH) จะจัดเสวนาวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.iththailand.net

 

 


พิมพ์   อีเมล